“ประตูบ้าน” ปากแห่งโชคลาภ

ประตูบ้าน ปากแห่งโชคลาภ

 

 

“ประตูบ้าน” ปากแห่งโชคลาภ

การที่จะระบุชี้ชัดลงไปเลยว่าบ้านไหนดีหรือบ้านหลังไหนร้าย ทิศไหนดี ทิศไหนไม่ดี ในแต่ละยุคสมัย เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะทิศทางของบ้านจะมีตั้งแต่ 0-360 องศา สิ่งที่จะบอกได้คือจะต้องใช้เข็มทิศจีนโบราณ(หล่อแก) เป็นตัวบ่งบอกเท่านั้น เพราะเป็นเข็มทิศที่ละเอียด ประกอบด้วยวงแหวนหลายชั้น จานสี่เหลี่ยมของหล่อแกจะแทนโลกหรือแผ่นดินที่อยู่อาศัย จานหมุนวงกลมตรงกลางจะแทนสวรรค์หรือท้องฟ้า(ตำแหน่งของดวงดาว) ซึ่งใช้ความสัมพันธ์ของฟ้าดินเพื่อหาตำแหน่งประตูออกมา

 

เข็มทิศหล่อแก กับทิศทางของประตู

 

หลักการที่สำคัญประการหนึ่งของศาสตร์ฮวงจุ้ยเกี่ยวกับการจะพิจารณาดูว่าบ้านไหนดีหรือบ้านไหนร้าย มีโชคเกี้อหนุนผู้อาศัยหรือไม่นั้น สิ่งแรกที่จะต้องพิจารณาคำนึงถึงก็คือ ประตู ซึ่ง ประตูจะรวมทั้งทิศทางการหันและตำแหน่งของประตูด้วย คำว่า “ประตูบ้าน” ในศาสตร์ฮวงจุ้ยจะหมายถึงประตูใหญ่ ประตูหน้าบ้านของตัวบ้านหรือสำนักงานที่ใช้เป็นทางสัญจรเข้าออกในแต่ละวัน โดยที่ประตูนั้นจะมีความสำคัญในแง่ของฮวงจุ้ย ดังนี้

 

  1. เป็น จุดเชื่อมโยง ระหว่างโลกภายนอกและโลกภายในบ้าน เป็นตัวผสานระหว่างจักรวาลใหญ่และจักรวาลเล็ก ๆ ที่มนุษย์เราอาศัยอยู่
  2. เป็น ด่านแรกที่มนุษย์ เราจะก้าวหรือออกไปในแต่ละวัน เพื่อแสวงหาอาหาร ความก้าวหน้า ความสำเร็จในชีวิต
  3. เป็นจุดที่ กิ่งฟ้าและก้านดิน มาบรรจบกัน ก่อให้เกิดจุดแห่งความเป็นมงคลและอัปมงคลขึ้น โดยจะสัมพันธ์กับตำแหน่งของดวงดาวในจักรวาลกับตำแหน่งบ้านบนพื้นโลก
  4. เป็น ทางเข้า-ออก ของพลังจักรวาลและสิ่งที่เป็นมงคล-อัปมงคลทั้งหลาย ซึ่งล้วนแต่จะต้องอาศัยจุดหรือทวารนี้ ตามวัดวาอารามของจีนจะเห็นมีรูปของเทพเจ้าวาดเอาไว้ที่หน้าประตูทางเข้า เพื่อคอยขับไล่สิ่งชั่วร้าย สกัดกั้นภูติผีวิญญาณไม่ให้เข้าไป คนจีนตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงปัจจุบัน ในเทศกาลหรือวันสำคัญตามประเพณี จะมีการจุดธูปปักเอาไว้ที่ประตูทางเข้า เพื่อกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์และเป็นการขออนุญาตให้ดวงวิญญาณของผู้ตาย ผ่านเข้าไปในบ้านได้ เป็นต้น

 

สัตว์โลกทั้งหลายล้วนแต่มีปากไว้กินอาหารเพื่อให้สามารถยังชีพอยู่ได้  ประตูบ้าน จึงเปรียบได้กับปากของคนเรา แต่ประตูบ้านนั้นจะรับประทานอาหารที่ผิดไปจากสัตว์โลก คือจะรับเอาแต่ความศักดิ์สิทธิ์ของพื้นปฐพีที่ดี เพื่อที่ผู้อยู่อาศัยจะได้รุ่งเรือง ร่ำรวย ทั้งจะคอยทำหน้าที่ดูดชับเอาราศี ซึ่งเป็นนามธรรมเกี่ยวกับสวรรค์และพื้นโลกเช่น ความงดงามของ สายน้ำ ภูเขา สภาพแวดล้อมข้างเคียงเข้าสู่ตัวบ้าน ประตูบ้าน จึงถือเป็นปากแห่งโชค และปากแห่งโชคตัวนี้จะต้อง ถูกต้อง ทั้งเรื่องทิศทาง ขนาด และตำแหน่งของประตู

 

ทิศทาง ขนาด ของประตู คือปากแห่งโชค

 

ก่อนหน้านี้เกือบร้อยปี การก่อสร้างบ้านเรือนจะให้ความสำคัญในเรื่องการหันทิศทางของบ้านเป็นหลัก ตัวบ้านอยู่ทิศไหนประตูก็มักจะหันไปทางทิศนั้น บ้านเดี่ยวก็จะมีประตูเข้าออกเพียงประตูเดียว แต่ในปัจจุบันตัวบ้านที่สร้างหันไปทางหนึ่ง ประตูก็อาจจะหันไปอีกทางหรือในลักษณะของรูปแบบคอนโดฯ ที่มีการแบ่งห้องพักออกเป็นหลายห้องในอาคารเดียวกันแต่ละปีกก็จะหันไปคนละทิศ คนละทาง โดยใช้ประตูของตัวอาคารเป็นประตูร่วมในการเข้าออกสู่ห้องพัก ซึ่งจะเห็นว่ามีความสลับชับซ้อนในเรื่องของประตูมากขึ้น ปัญหาก็คือ จะยึดเอาทิศทางของประตูใหญ่หรือจะยึดเอาทิศของประตูห้องพัก หรือจะยึดเอาประตูสำนักงานบนอาคารนั้น ๆ หรือยึดทั้ง 2 ประตูเป็นหลักในการวิเคราะห์ การดูทิศทางของการหันของประตูบ้านหรืออาคาร ในปัจจุบันจึงถือเป็นเรื่องค่อนข้างจะยุ่งยากและสามารถทำให้สับสนได้ ถ้าหากเราไม่เข้าใจถึงหลักการและขั้นตอนของการวิเคราะห์ฮวงจุ้ย ก็จะทำให้วิเคราะห์ผิดพลาดได้และในที่สุดปัญหาความโชคร้ายก็จะตกอยู่กับเจ้าของบ้านและธุรกิจของอาคารนั้นๆ ซึ่งอาจจะมีอาจารย์ฮวงจุ้ยหลาย ๆ ท่านพยายามมองข้ามปัญหาและเคราะห์กรรมตรงจุดนี้ไป

การนำหลักของฮวงจุ้ยมาวิเคราะห์ในโครงการธุรกิจใหญ่ๆ ที่ต้องใช้เงินทุนหลายร้อยล้านบาทนั้น จะต้องอาศัยความน่าเชื่อถือและความศรัทธาของเจ้าของโครงการเป็นพื้นฐานอย่างน้อยท่านเหล่านั้นจะต้องผ่านการทำสอบและพิสูจน์ในหลักวิชามาบ้างแล้ว มิฉะนั้น ก็คงไม่กล้าเสี่ยงต่อคำแนะนำของอาจารย์ฮวงจุ้ยทั้งหลาย

 

ตำแหน่งประตูหรือปากแห่งโชคตามหลักของฮวงจุ้ย

หลักทั่วไปประตูของบ้านหรืออาคารสำนักงาน วิศวกรหรือสถาปนิกสามารถที่จะออกแบบ โดยกำหนดตำแหน่งของประตูด้านหน้าอยู่ตรงไหนก็ได้ ไม่ได้วางหลักตายตัวเอาไว้ให้เป็นตำแหน่งซ้ายหรือขวา การที่มีคนนำหลักทฤษฎี “เสือขาว-มังกรเขียว” ไปปรับใช้กับการกำหนดตำแหน่งของประตูนั้นก็เพราะว่า

 

ประตู เสือขาว มังกรเขียว

 

  1. ทฤษฎีดังกล่าวเกิดขึ้น จากการกำหนดให้ทิศเบื้องหน้าของบ้านที่หันคือ ทิศใต้ แต่ปัจจุบันการนำเสือขาว-มังกรเขียวมาประยุกต์ใช้กับบ้านในทุกทิศทางื เพราะไม่สามารถหาหลักเกณฑ์อะไรมาให้ยึดถือหรือปรับใช้กับสภาพความเป็นจริงของบ้านเรือนในยุคปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาไปอย่างรวดเร็วได้
  2. เกิดจากความไม่เข้าใจในพื้นฐานเดิมของทฤษฎี และไม่ได้ศึกษาถึงเหตุผลของการกำหนดสภาพแวดล้อม ในหลายรูปลักษณ์ของคนในสมัยก่อนนั้น
  3. การยึดถือทฤษฎีเสือขาว-มังกรเขียว เท่ากับเป็นการปฏิเสธถึงหลักความจริงของสภาพบ้านเรือนที่มีการกำหนดประดูไว้ทั้ง 4 ด้านคือ ซ้ายขวาหน้า หลังและ 3 ตำแหน่งคือ ซ้ายขวาและประตูตรงกลาง

 

จำนวนของประตูเข้า-ออก บ้านหรืออาคาร สามารถจะมีหลายประตูได้จะเห็นว่าบ้านเดียวหลังใหญ่ๆ มัก จะมีทั้งประตูด้านซ้าย ประตูด้านขวาและประตูตรงกลาง แต่จากการคำนวณตำแหน่งของดวงดาวที่สัมพันธ์กับทิศทางของศาสตร์ฮางจุ้ยพบว่าทุกๆ 20ปี ไม่ว่าจะในปัจจุบันหรืออนาคตจะมีอยู่ทุกๆ3 ทิศใน 8 ทิศ ที่ตำแหน่งของประตู ห้ามอยู่ในตำแหน่งด้านซ้าย ตรงกลางและด้านขวาของบ้าน โดยถือว่าเป็นตำแหน่งประตูที่จะส่งผลร้ายทุก 3 ปีแก่ผู้อยู่อาศัย ในเรื่องของอุบัติเหตุหรือเลือดตกยางออก

ในการกำหนดตำแหน่งประตูที่ดี จะต้องเลือกเอาทิศทางที่ดีที่สุด กรณีที่ประตูทางเข้าออกของบ้านหรืออาคารนั้น ๆ มีเกินกว่า 1 ประตูและแต่ละประตูก็หันไปคนละทิศทาง การมีประตูหลาย ๆ ประตู อาจส่งผลให้ประตูใดประตูหนึ่งที่เราเข้า-ออกเป็นประจำ กลายเป็นประตูเสียหรืออับโชคของอีกประตูหนึ่งได้และอาจจะนำเอาปัญหาและอุปสรรคความไม่ราบรื่นเข้ามาสุ่ผู้อยู่คอยแก้ไข ซึ่งในทุกวันนี้จะหาคนที่ศึกษาและเข้าใจ หลักวิชาฮวงจุ้ยใด้ลึกซึ้งนี้ค่อนข้างจะหายาก เพราะเท่าที่ประสบมาอาจารย์หรือผู้ที่ใด้ชื่อว่า ชินแสฮวงจุ้ย ส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นที่จะไปในเรื่องของการใช้อุปกรณ์ของขลัง มาประดับประดาไว้เท่านั้น โดยลืมความหมายที่แท้จริงของคำว่า”ฮวงจุ้ย”